tag:blogger.com,1999:blog-60122873302692861442008-07-17T08:13:27.122+07:00Thammasat KARATE ClubKarate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.comBlogger6125tag:blogger.com,1999:blog-6012287330269286144.post-79072265491585830492007-10-30T16:37:00.000+07:002007-10-30T16:37:14.768+07:00กว่าจะมาเป็น ชุมนุม คาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<div align="justify"><span style="font-family:times new roman;"> จุดเริ่มต้นของ คาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2536 ในจากการแข่งขันซีเกมส์ที่ประเทศบรูไนได้จบลง นาย สุทัศน์ ขจรศรสิทธิ์ (พี่ทัศน์) นักศึกษาคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ชั้นปีที่ 4 ซึ่งเป็นหนึ่งในนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขันซีเกมส์ครั้งนั้น พยายามที่จะให้เกิด ชุมนุมคาราเต้-โด ขึ้นเพื่อให้ผู้ที่มีความสนใจฝึกฝนจิตใจและร่างกายได้มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และเผยแพร่กีฬาคาราเต้-โด ให้เป็นที่รู้จักทั่วไป โดยได้รับการสนับสนุนจาก “สมาคมสหพันธ์คาราเต้-โด แห่งประเทศไทย” จึงได้เริ่มดำเนินการติดต่อกับมหาวิทยาลัยเพื่อขอตั้งชุมนุมคาราเต้-โดขึ้น ซึ่งในระหว่างรอการประสานงานนั้น พี่ทัศน์ก็ได้เริ่มชักชวนเพื่อนที่รู้จัก เช่น จากคณะพาณิชฯโต๊ะสายโดมรำเพย เป็นต้น มาร่วมดำเนินงานเพื่อก่อตั้งชุมนุมและยังได้ติดประกาศในบริเวณมหาวิทยาลัยเพื่อชักชวนผู้ที่ความสนใจมาร่วมฝึกซ้อม โดยใช้ตึกกิจกรรมนักศึกษาเป็นสถานที่ฝึกซ้อม </span></div><span style="font-family:Times New Roman;"></span><br /><span style="font-family:Times New Roman;"></span><span style="font-family:times new roman;"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5121972822231379378" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxTnJPpObbI/AAAAAAAAABA/dC_tZGDx1bA/s320/CIMG0011.JPG" border="0" /><br /><div align="justify">ระยะเวลาเพื่อวางรากฐานของชุมนุม การก่อตั้งชุมนุมคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ผ่านการประสานกับมหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังรออนุมัติอยู่ ทางกลุ่มคาราเต้-โด ก็ได้เริ่มดำเนินการวางรากฐานให้กับชุมนุมไประหว่างนั้นด้วย อันได้แก่ การร่วมกันวางระบบในการบริหารจัดการชุมนุม เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการวางรากฐานให้กับชุมนุมสามารถยืนหยัดอยู่ได้ โดยที่ไม่เกิดผลกระทบต่อการศึกษาของนักศึกษาที่ต้องเข้ามารับผิดชอบจัดการงานในชุมนุม การฝึกซ้อมประจำสัปดาห์ซึ่งเป็นกิจกรรมหลักของชุมนุมก็ได้มีผู้สนใจเข้าร่วมฝึกซ้อมประมาณ 30 คน ทำให้การฝึกซ้อมเป็นไปอย่างคึกคัก เข้มแข็ง ทั้งนี้ เพราะการฝึกฝนในช่วงแรกๆทางอาจารย์และพี่ๆที่มาช่วยในการฝึกซ้อมได้กล่าวว่า “กลุ่มคนที่อยู่ ณ ที่นี้ เป็นอนาคตที่สำคัญของชุมนุมคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อไป เพราะจะเป็นผู้ที่ประสบการณ์ในการฝึกฝนจิตใจและร่างการมากที่สุดในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ที่เข้ามาฝึกฝนภายหลัง” อาจารย์และพี่ๆทุกคนจึงฝึกฝนสมาชิกในชุมนุมอย่างเข้มงวด ซึ่งสมาชิกทุกคนต่างตั้งใจฝึกฝนพัฒนาทักษะกันอย่างเต็มที่ (เด็กบัญชีเล่าว่า เสียงในระหว่างการฝึกดังมากจนได้ยินชัดเจนทั้งๆที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ใต้ตึกด้านแท็งก์เก็บน้ำ) และช่วงต่อมาได้มีผู้มาช่วยในการฝึกซ้อมเพิ่มขึ้น จากทางสมาคมคาราเต้-โดแห่งประเทศไทย ได้แก่ อาจารย์ วิรัตน์ มั่นคงกิจ (อดีตนักกีฬาคาราเต้-โดทีมชาติหลายสมัย และยังเป็นผู้ฝึกสอนที่สมาคมคาราเต้) ทั้งนี้อาจารย์และพี่ๆทุกคนได้เสียสละเวลามาโดยไม่หวังผลตอบแทนต้องการแต่เพียงให้รุ่นน้องทุกคนที่ฝึกฝนนั้นประสบความสำเร็จในการฝึกฝนทั้งจิตใจและร่างกาย แต่กระนั้น ทางแผนกกีฬาของฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาก็ยังไม่มั่นใจว่ากลุ่มคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะสามารถคงอยู่ได้ตลอดไป จึงยังไม่มีการอนุมัติให้เป็นชุมนุมแต่รับรองในฐานะที่เป็นกลุ่มกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ในปีการศึกษา 2536 ได้แจ้งว่า ต้องการความพร้อมของบุคลากรที่จะเข้ามาสืบต่อการบริหารงาน ว่าจะสามรถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากพี่ทัศน์กำลังจะจบการศึกษาลงในปีนี้ ดังนั้น แม้ทางกลุ่มคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะได้รับการยอมรับจากองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) และสภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วก็ยังไม่สามารถก่อตั้งชุมนุมได้ แต่ก็ยังคงมีกิจกรรมต่อไปเพื่อแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคาราเต้-โด สามารถที่จะสืบต่อกิจกรรมต่อไปได้ </div><div><br /></div><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5121974226685685186" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp3.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxToa_pObcI/AAAAAAAAABI/FKTiQ20eRBk/s320/CIMG0014.JPG" border="0" /><br /><div align="justify"> ช่วงเวลาแห่งการทดสอบ แม้ว่าพี่ทัศน์จะได้จบการศึกษาออกไปแล้ว แต่ทางกลุ่มคาราเต้-โดก็ยังสามารถดำเนินกิจกรรมต่อไปได้ตามปกติแม้จะยังมีปัญหาเกิดขึ้นบ้างเนื่องจากระบบงานยังไม่ดีจึงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอยู่เสมอๆ และปีที่ 2นี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงสถานที่ซ้อม โดยในภาคการศึกษาที่ 2 ย้ายสถานที่ฝึกมาลานใต้คณะศิลปะศาสตร์ ในปีการศึกษา 2538 กลุ่มคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีกิจกรรมต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลา 2 ปี และมีสมาชิกร่วมกลุ่มอยู่เสมอ ทางฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาได้มีหนังสือผ่านทางองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อนุมัติให้เป็น “ชุมนุมคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” และในปีเดียวกันนี้ทางชุมนุมคาราเต้-โด ก็เริ่มขยายไปที่ศุนย์รังสิตเพี่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่รังสิตได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมด้วยเป็นปีแรกโดยมีอาจารย์ เท็ตซึโอะ ซาดาฮิโร่ (TETSUO SADAHIRO) อาจารย์ใหญ่ของคาราเต้-โด สำนักโกจูริว ประเทศไทย มาช่วยฝึกซ้อมให้สมาชิกที่รังสิต ทางด้านท่าพระจันทร์ ได้เริ่มการฝึกซ้อมในช่วงเทอม 2 เนื่องจากเทอมแรกได้ไปฝึกซ้อมให้ที่ศูนย์รังสิต </div><br /><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5127057939626251554" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_lo9Kyle_gt4/Ryb4CCJE1SI/AAAAAAAAAC0/aeVwvnAP4Rw/s320/Picture+057.jpg" border="0" /><br /><div align="justify"> จากวันวานสู่วันนี้ ชุมนุมของเราได้มีการพัฒนาขึ้น มีความพร้อมมากขึ้นเนื่องจากมีสมาชิกที่มากกว่าเดิม ทำให้มีการแบ่งหน้าที่กันค่อนข้างชัดเจน แต่ยังกล่าวได้ว่าไม่สมบูรณ์นักเนื่องจากสาเหตุหลากหลายประการแต่ด้วยความเข้มแข็งของเราทำให้เราสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อนหลายครั้งก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นมีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ซ้อมซึ่งเป็นปัญหาที่พบกันเป็นประจำ ตั้งแต่ยุคก่อตั้งชุมนุม ช่วงแรกก็ใช้บริเวณดาดฟ้าตึกกิจกรรม แต่ก็ถูกไล่เนื่องจากทางฝ่ายอาคารและสถานที่กลัวว่าตึกจะพัง จึงต้องหาสถานที่ฝึกซ้อมกันใหม่มาเป็น common room ใต้ตึกคณะศิลปะศาสตร์ แต่ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เรายังมีปัญหาเรื่องการสรรหาบุคลากรมาช่วยกันบริหารชุมนุมให้คงอยู่และพัฒนาต่อไป ผู้ที่ไม่ได้เข้ามาทำงานในชุมนุมคงไม่ทราบถึงรายละเอียดปลีกย่อยในการบริหารงานที่มากมาย ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือ เรื่องสถานที่ฝึกซ้อมที่รังสิต ในตอนนั้นเป็นรุ่นที่ 5 เทอมที่ 2 เนื่องจากสถานที่ เดิมคือ ตึก วจ. ชั้น 2 ซึ่งทางมหาวิทยาลัย ต้องปรับปรุงให้เป็นห้องพักอาจารย์ที่เดินทางมาสอนจากท่าพระจันทร์ เราจึงต้องแสวงหาที่ซ้อมใหม่ทั้งสนามหญ้าหน้า วจ. สนามหญ้าข้าง บร.1 บริเวณใต้ตึกโดม และสนามหญ้าหน้าตึกโดม ถึงคราท่าพระจันทร์ เมื่อทางคณะศิลปศาสตร์ต้องการปรับปรุงอาคาร จึงไม่อนุญาติให้ซ้อมอีก เราก็ต้องเดินทางเร่ร่อนกันอีกครั้ง โชคยังดีที่เราซ้อมที่ตึกกิจกรรมชั้นบริเวณลานว่างหน้าลิฟท์ ปัญหาที่เกิดจากสถานที่ซ้อมเกิดขึ้นบ่อยมากจนพี่ตี้กล่าวว่า ” พอที่ซ้อมที่ท่าพระจันทร์ลงตัว รังสิตก็มีปัญหา พอที่ซ้อมที่รังสิตลงตัว ท่าพระจันทร์ก็มีปัญหาอีก มันอะไรกันวะ ” ที่รังสิตในปี 2543 ยิม 3 ถูกปรับปรุงให้เป็นห้องสมุดใหม่ จึงได้เปลี่ยนที่ซ้อมไปเป็นยิม 7 แต่เนื่องจากยิม 7 มีกิจกรรมกีฬาหลายประเภททำให้เสียสมาธิในการซ้อม จึงย้ายไปเป็นโรงยิมอินเตอร์โซน และในปี 2546 ก็ได้ย้ายที่ซ้อมมาเป็นยิม 5 ต่อมาในปี 2547 ช่วงเทอม 2 เราได้เปลี่ยนที่ซ้อมไปเป็นยิม 7 เนื่องจากในตอนนั้นสมาชิกของเราที่ซ้อมมีอยู่น้อยมาก และต่อมาเราก็ได้สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันระหว่างยิม 6 และ ยิม 7 จนในที่สุดในปัจจุบันปี 2549 เราก็ได้มาหยุดลงที่ยิม 7 เวลา 17.00-20.00 น. ทุกวันอังคาร และ พฤหัสบดี ส่วนที่ท่าพระจันทร์ในปัจจุบันการซ้อมของพวกเราได้หยุดลงตรงที่ตึกกิจ ชั้น 3 เวลา 17.00-20.00 น. ทุกวัน พุธ และ ศุกร์ </div><br /><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5127059271066113330" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp2.blogger.com/_lo9Kyle_gt4/Ryb5PiJE1TI/AAAAAAAAAC8/hiuLQiqZsmk/s320/DSC02562.JPG" border="0" /><br /><div></div><div align="justify"> น้องๆที่สนใจไปซ้อมที่ท่าพระจันทร์กับอาจารย์ก็ถามรายละเอียดในการเดินทางได้ที่พวกพี่ๆนะ พวกพี่ๆจะคอยต้อนรับน้องๆเสมอเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับคนที่มาทำงานในชุมนุมคาราเต้-โด ที่ต้องท้อใจกับปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องเวลา เรื่องเรียน เรื่องงานในชุมนุม และ ปัญหาอื่นๆอีกมากมาย แต่น้องๆอย่าเพิ่งยอมแพ้ให้กับมันปัญหาทุกอย่างถ้าเรามีความพยายามตั้งใจจริงที่จะเผชิญหน้าและสู้กับมันพี่เชื่อว่าน้องจะต้องได้พบทางออกอย่างแน่นอน และอีกอย่างหนึ่งพี่เชื่อว่าน้องๆที่อยู่ในชุมนุมนี้น้องไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอย่างแน่นอนแต่น้องยังมีเพื่อนๆ พี่ๆ ทุกๆคนที่พร้อมจะคอยให้กำลังใจคอยช่วยเหลือน้องอย่างแน่นอน</span></div>Karate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.comtag:blogger.com,1999:blog-6012287330269286144.post-44346834746125327892007-10-17T00:29:00.000+07:002007-10-17T00:29:36.229+07:00ประวัติชุมนุม<a href="http://bp0.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxT03PpObdI/AAAAAAAAABQ/zIZpBwPVEuE/s1600-h/CIMG2562.JPG"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5121987906156522962" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp0.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxT03PpObdI/AAAAAAAAABQ/zIZpBwPVEuE/s320/CIMG2562.JPG" border="0" /></a><br /><div align="left"><span style="font-family:times new roman;"><strong><span style="color:#ff0000;">ประวัติชุมนุม ชุมนุมคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</span></strong> เกิดในปีพ.ศ.2536 โดยนาย สุทัศน์ ขจายศรสิทธิ์ (พี่ทัศน์) เริ่มซ้อมครั้งแรกวันที่ 16 สิงหาคม 2536 ณ ชั้น 5 ตึกกิจกรรมนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อเริ่มก่อตั้งนั้นชุมนุมมีสถานะเป็นเพียงกลุ่มกิจกรรมเล็กๆแต่ด้วยการดำเนินกิจกรรมที่ต่อเนื่องและมีผู้ที่ให้ความสนใจมากขึ้น ในปี พ.ศ. 2538 ฝ่ายกิจกรรมนักศึกษาจึงมีมติอนุมัติให้เปลี่ยนเป็น “ ชุมนุมคาราเต้-โด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ” ปัจจุบันชุมนุมฯมีอายุครบ 13 ปี มีสมาชิก 14 รุ่น ขึ้นตรงกับสหพันธ์คาราเต้-โด แห่งประเทศไทย สำนักโกจูไก (GOJUKAI)<br /><br /><strong>อาจารย์และผู้ฝึกสอน :<br /></strong>1. อ.วิรัตน์ มั่นคงกิจ -สายดำระดับ 5 ดั้ง -อดีตแชมป์คาราเต้-โด แห่งประเทศไทย -โค้ชทีมชาติเอเชี่ยนเกมส์และซีเกมส์หลายสมัย<br />2. รุ่นพี่ตามจิตศรัทธา<br />พี่สุทัศน์ ขจายศรสิทธิ์ -สายดำระดับ 4 ดั้ง<br />พี่ตี้ ศุภชัย เชิดชูเกียรติสกุล -สายดำระดับ 3 ดั้ง<br /><br /><strong>อาจารย์ที่ปรึกษาชุมนุม :</strong> ร.ศ.ดร. สุวินัย ภรณวลัย อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์<br />-สายดำ 1 ดั้ง คาราเต้ สายโกจูริว และ สายดำ 3 ดั้ง คาราเต้ สายเซบูคัง<br /><br /><strong>ประธานชุมนุม<br /></strong><br />รุ่นที่ 1 พ.ศ. 2538 นาย ดิถีชัย ลิมโปดม<br />รุ่นที่ 2 พ.ศ. 2539 นาย วนัส ปิยะกุลชัย<br />รุ่นที่ 3 พ.ศ. 2540 นาย ดลนภัตถ์ เย็นชัยสิทธิ์ (หมอ)<br />รุ่นที่ 4 พ.ศ. 2541 นาย มงคล โรจน์วิบูลย์ชัย (มน)<br />รุ่นที่ 5 พ.ศ. 2542 น.ส. ชุติมา พลังวิทย์วัฒนา (แอร์)<br />รุ่นที่ 6 พ.ศ. 2543 นาย ชนกานต์ ตั่งธนาพร (ต๋ง)<br />รุ่นที่ 7 พ.ศ. 2544 น.ส. ทิพวรรณ อินปา (น้อย)<br />รุ่นที่ 8 พ.ศ. 2545 นาย เหมือนเทพ บวรพานิช (เอ้)<br />รุ่นที่ 9 พ.ศ. 2546 น.ส. พรวิภา ไชยเผือก (ตู่)<br />รุ่นที่ 10 พ.ศ. 2547 น.ส. กันตนา วายุแสง (เจี๋ยบ)<br />รุ่นที่ 11 พ.ศ. 2548 นาย วุฒิพล สินธุนาวารัตน์ (ปุ้ม)<br />รุ่นที่ 12 พ.ศ. 2549 นาย วุฒิพล สินธุนาวารัตน์ (ปุ้ม)</span></div><br /><div align="left"><span style="font-family:Times New Roman;"></span></div><br /><div align="left"></div>Karate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.comtag:blogger.com,1999:blog-6012287330269286144.post-79315005852585182772007-10-16T23:22:00.000+07:002007-10-16T23:22:10.615+07:00ประวัติคาราเต้ในเมืองไทย<span style="font-family:times new roman;"><strong>ประวัติคาราเต้ในเมืองไทย</strong> </span><br /><span style="font-family:times new roman;"></span><br /><span style="font-family:times new roman;">คาราเต้ เป็นศาสตร์และศิลป์ ที่เยาวชนควรสนใจ ผู้ปกครองควรให้การสนับสนุนวิชานี้เป็นทั้ง "กีฬาและเป็นวิชาการต่อสู้ด้วยมือเปล่า" ผู้ฝึกหัดจะมีสุขภาพดีมีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย มีความอดทน อดกลั้น ทำให้มีร่างกายและพลานามัยสมบูรณ์รู้จักแก้ใขปัญหาทางสันติ นอกเหนือจากดังกล่าวแล้ว ประโยชน์ของวิชาคาราเต้อยู่ที่ว่า "จะนำไปประยุกต์ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงไร ?"ประวัติคาราเต้ในเมืองไทยเริ่มก่อนปี 2500 คาราเต้ รู้จักในนามมวยญี่ปุ่น ในยุคก่อนคาราเต้ได้เข้ามาแบบท่องเที่ยว เพื่อหาประสบการณ์จากความรู้และความจริงว่า คาราเต้นี้เป็นวิชาที่เลอเลิศ เหนือกว่าวิชาต่อสู้อื่นใดในโลก สมจริงดังคำกล่าวเล่าต่อๆ กันมาหรือไม่ หลังจากปี 2500เป็นลำดับมาประมาณ 1-2 ปี ได้มีการประกบคู่มวยไทยกับคาราเต้จะขึ้นที่สนามมวยเวทีลุมพินี ก่อนการขึ้นชกได้มีการตกลงข้อต่อรองกันนานพอสมควรกว่าจะขึ้นเวทีได้ อันเนื่องมาจากกฎ กติกาการแข่งขัน ค่าใช้จ่าย เงินรางวัลและสิ่งต่างๆ อีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องกำหนดขึ้นระหว่างคาราเต้กับมวยไทยที่จะชกเป็นครั้งแรกข้อตกลงที่จะขอกล่าวถึงนี้ก็คือว่า การต่อสู้มวยไทยกับคาราเต้นึ้ คาราเต้ต้องสวมนวมเหมือนมวยไทยด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้นคาราเต้ก็หมดโอกาสได้ใช้อาวุธสำคัญซึ่งเหมือนกับการนำมีดสวมฝักชักออกมาไม่ได้ ความคมก็ไม่มี เมื่อการแข่งขันสิ้นสุดลง คาราเต้ก็พ่ายแพ้ไปคนไทยเป็นผู้มีชาตินิยมอย่างยิ่ง ถ้าจะจัดแข่งขันอันจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงและศิลปมวยไทยแล้วจะไม่ยอมเสี่ยงให้มีขึ้นอย่างเด็ดขาด เพราะเกรงว่าคนไทยด้วยกันจะตำหนิผู้จัดว่าเป็นผู้ทำลายศิลปะมวยไทยยังมีกีฬา KICK BOXING ซึ่งมีส่วนให้คาราเต้เมืองไทยต้องซบเซาไปด้วย เนื่องจากได้มีนักคาราเต้แบบธุรกิจเกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ได้นำเอามวยไทยผสมกับคาราเต้แล้วมาตั้งเป็นตำหรับใหม่ว่า KICK BOXING หัดได้ประมาณ 5 ปี นำขึ้นชกที่ญี่ปุ่นและได้นำมวยไทยด้วยการจ้างขึ้นชกบนเวทีที่ญี่ปุ่นเพื่อประกาศศักดิ์ศรีว่า KICK BOXING เป็นตำหรับของญี่ปุ่นเหนือศิลปะมวยไทย เพื่อสร้างความสนใจให้กับบุคคลทั่วไป และได้เผยแพร่ไปยังนานาชาติ โดยได้ตั้งค่ายและสถานที่ฝึกซ้อมกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน และได้เผยแพร่มายังประเทศไทย จัดตั้งค่ายมวย KICK BOXING ขึ้นที่อาคารราชอาเขต ต่อมาจึงขึ้นชกกับมวยไทยและปัญหาใหญ่ จนทำให้ค่ายมวย KICK BOXING ไม่สามารถจะดำเนินธุรกิจการฝึกซ้อมและจัดแข่งขันกับมวยไทยก็พ่ายแพ้บ่อยครั้งจนต้องเลิกล้มกิจการไปผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว เป็นผลให้กิจการฝึกสอนคาราเต้ในประเทศไทยประสบอุปสรรคปัญหาไม่เติบใหญ่เท่าที่ควร</span><br /><span style="font-family:times new roman;"></span><br /><br /><span style="font-family:times new roman;"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5121623844029478498" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxOpwCiMNmI/AAAAAAAAAAs/toD7sUxugsA/s320/c159.jpg" border="0" /><br /><strong>ประวัติการสอนคาราเต้ในประเทศไทย </strong>เมื่อปี พ.ศ. 2508 ยูโดกำลังเจริญเติบโต เพราะนักยูโดในเมืองไทยได้ไปแข่งขันกีฬาแหลมทอง ชนะเลิศหลายรุ่น กีฬายูโดพลศึกษามีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาเข้ามาแข่งขันยังกรมพลศึกษามากมาย ผู้เข้าชมยูโดในการแข่งขันแต่ละครั้งมีจำนวนมากพอสมควร มีการแข่งขันยูโดประจำปีและประจำเดือนทุกเดือน ซึ่งสมาคมเป็นผู้จัดการแข่งขันในการแข่งขันยูโดดังกล่าว ได้มีการแข่งขันยูโด ปี 2508 จัดโดยสโมสรยูโดช่างกลปทุมวันการนำเอาคาราเต้มาแสดง เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของบุคคลทั่วไป ในงานนี้ต่อหน้าพระที่นั่งสมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามมงกุฎราชกุมาร ทรงประทำบทอดพระเนตรการแสดงคาราเต้ของนาย เซอิจิ มูคารามิ และทรงสนพระทัยสอบถามเรื่องราวของคาราเต้กับผู้เข้าเฝ้านับเป็นนิมิตหมายอันดีที่คาราเต้ได้แสดงต่อหน้าพระที่นั่งและประชาชนทั่วไปเพราะเป็นของแปลกและใหม่ที่ยิมเนเซี่ยมกรีฑาสถานแห่งชาติ คาราเต้เริ่มเป็นที่สนใจของคนไทยบ้างและเริ่มฝึกสอนกันในบ้านและมีลูกศิษย์เพียง 4 - 5 คน ต่อมานาย เทะซึโอะ ซาดาฮิโร่ ได้มาช่วยสอนอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2509 ได้มีภาพยนต์ทีวีเรื่องยอดคาราเต้ ออกอากาศที่ช่อง 4 หรือ ช่อง 7 ผู้เขียนก็จำไม่ได้ ทำให้ชาวไทยสนใจและตื่นตัว หันมาสนใจกีฬาคาราเต้กันมากพอควร จนสามารถรวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมคาราเต้ ขึ้นในประเทศไทยเมื่อระหว่างปี พ.ศ. 2510 - 2511 คาราเต้ได้เจริญเป็นลำดับและได้จัดตั้งสมาคมคาราเต้-โด แห่งประเทศไทย จนมีตัวแทนไปแข่งขันยังนานาประเทศ ภายในประเทศมีการจัดแข่งขันกันบ่อยครั้ง เผยแพร่ไปยังโรงเรียนและสถาบันมหาวิทยาลัย หวังว่าคาราเต้คงเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นจนเป็นที่ยอมรับของชาวไทยทั่วไปในอนาคต</span>Karate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.comtag:blogger.com,1999:blog-6012287330269286144.post-91812602751071244762007-10-16T23:20:00.000+07:002007-10-16T23:20:42.574+07:00ทำเนียบสายดำ ธรรมศาสตร์<a href="http://bp1.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxTisfpObaI/AAAAAAAAAA4/HATa0uQ-Y24/s1600-h/blackbelt.jpg"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5121967930263629218" style="DISPLAY: block; MARGIN: 0px auto 10px; CURSOR: hand; TEXT-ALIGN: center" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxTisfpObaI/AAAAAAAAAA4/HATa0uQ-Y24/s320/blackbelt.jpg" border="0" /></a><br /><div align="left"><br /><span style="font-family:times new roman;"><strong><span style="color:#ff0000;"><span style="color:#ffff66;">ชุมนุมเราผ่านมาได้ 14 ปีแล้วไวเหมือนโกหก วันนี้เรามาทำความรู้จักกับผู้ที่ได้สายดำกันและเหตุผลที่เขาอยากได้สายดำกัน</span><br /></span></strong><br />1. นาย สุทัศน์ ขจายศรสิทธิ์ (ทัศน์) 4 ดั้ง คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี<br /><span style="color:#33ccff;">สายดำเป็นเป้าหมายสูงสุดในการเล่น</span><br /><br />2. นาย ศุภชัย เชิดชูเกียรติสกุล (ตี้) 3 ดั้ง รหัส 36 คณะ เศรษฐศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">สอบให้เป็นตัวอย่างแก่รุ่นน้อง สายดำเป็นตัวบอกว่าเราทำได้</span><br /><br />3. นาย อเนก วิไลประภากร (เหนก) 2 ดั้ง รหัส 36 คณะ นิติศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">ก็สนุกดี สนุกสนาน ชุมนุมอบอุ่น</span><br /><br />4. นาย ดลนภัตถ์ เย็นชัยสิทธิ์ (หมอ) 2 ดั้ง รหัส 38 สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (SIIT)<br /><span style="color:#33ccff;">สัญญากับตัวเองไว้/เป็นเกียรติประวัติกับตัวเอง/ 1 รุ่นทั้งมหาลัยมีสายดำคนเดียว</span><br /><br />5. นาย มงคล โรจน์วิบูลย์ชัย (มน) 2 ดั้ง รหัส 39 คณะ นิติศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">ถ้าทำแล้วมันต้องทำให้สำเร็จ แต่หลังจากได้สายดำ มันได้อะไรมากกว่าที่คิด</span> </span></div><div align="left"><span style="font-family:Times New Roman;"></span></div><div align="left"><span style="font-family:times new roman;">6. นาย ชัชวาล มลทองดี (บอย) 1 ดั้ง รหัส 39 คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี<br /><span style="color:#33ccff;">เมื่อเข้ามาแล้วก็อยากเล่นให้ถึงที่สุด ไม่งั้นก็เหมือนทำไม่สำเร็จ</span><br /><br />7. นาย สุขชัย พาณีวัฒน (เอี่ยม) 1 ดั้ง รหัส 39 คณะ วิศวกรรมศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">สายดำเป็นความภูมิใจ เป็นเป้าหมายแรกของคาราเต้ แสดงถึงความพยายามและความมุ่งมั่นของเรา</span><br /><br />8. นาย ชินสุเวท เจตน์จำรัส (ชิน) 1 ดั้ง รหัส 40 คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี<br /><span style="color:#33ccff;">เพื่อพิสูจน์ตัวอง/อยากถ่ายทอดความรู้ต่อ เพราะฉะนั้นจึงต้องทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ</span> </span></div><span style="font-family:times new roman;"><div align="left"><br />9. น.ส. ชุติมา พลังวิทย์วัฒนา (แอร์) 2 ดั้ง รหัส 40 คณะ ศิลปศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">ทุกคนที่เข้ามหาวิทยาลัยตั้งใจหรือไม่ก็เรียนจบได้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะรับปริญญาพร้อมสายดำ</span><br /><br />10. น.ส. มนธิดา วงศ์ปัญญาภรณ์ (ปู) 1 ดั้ง รหัส 40 คณะ ศิลปศาสตร์<br /><br />11. นาย วีรพล จรรโลงศิริชัย (ตี๋) 1 ดั้ง คณะ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี<br /><span style="color:#33ccff;">อยากเก่ง</span><br /><br />12. นาย วรพจน์ จตุรนต์รัศมี (วร) 1 ดั้ง คณะ รัฐศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">เหมือนบันไดก้าวไปเรื่อยๆ/สัญญากับพี่จูนไว้</span><br /><br />13. นาย สุพจน์ อัศวชัยอนันต์ (เปอร์) 2 ดั้ง คณะ เศรษฐศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">การได้สายดำเป็นเหมือนการเรียนจบหลักสูตรในระดับหนึ่ง</span><br /><br />14. น.ส. อุษา ตันธนาสุวัฒน์ (ษา) 1 ดั้ง คณะ ศิลปศาสตร์<br /><br />15. น.ส. สิริรัตน์ ไชยเวทวิทยา (รัตน์) 1 ดั้ง คณะ ศิลปะศาสตร์<br /><span style="color:#33ccff;">แล้วคุณล่ะอยากป็นสายดำคนที่ 16 รึเปล่า</span> </div><div align="left"></div><div align="left"></div><div align="left"></div><div align="left">แล้วคุณล่ะอยากป็นสายดำคนต่อไปของธรรมศาสตร์ รึเปล่า<br /></div></span>Karate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.comtag:blogger.com,1999:blog-6012287330269286144.post-5692354252687374422007-10-15T18:14:00.000+07:002007-10-15T18:14:53.768+07:00ประวัติคาราเต้-โด<a href="http://bp1.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxNFZCiMNiI/AAAAAAAAAAM/r4acM2WBOGE/s1600-h/kihon.gif"><img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5121513497729709602" style="FLOAT: left; MARGIN: 0px 10px 10px 0px; WIDTH: 195px; CURSOR: hand; HEIGHT: 140px" height="127" alt="" src="http://bp1.blogger.com/_jGFEt4hjfmE/RxNFZCiMNiI/AAAAAAAAAAM/r4acM2WBOGE/s320/kihon.gif" width="152" border="0" /></a><br /><br /><div><span style="font-family:times new roman;">ต้นกำเนิดของคาราเต้ มาจากตำหรับการต่อสู้ของจีนโบราณ ซึ่งเรียกว่า ch' uan-fa หรือ Kempo ซึ่งแพร่หลายเข้าไปในโอกินาว่า และได้ชื่อว่า โอกินาวาเต้ มีตำนานเกี่ยวกับการเกิดของเคมโปว่า พระธรรมไตรชิ (Daruma Taishi) ได้จาริกแสวงบุญจากประเทศอินเดียเข้าไปในประเทศจีน เพื่อเทศนาหลักธรรมของศาสนาพุทธให้แก่กษัตรจีนแห่งราชวงศ์เหลียง (Liaung-Dynasty) การเดินทางที่เต็มไปด้วยอันตราย แสดงให้เห็นถึงพลังกายและพลังจิตอันสูงส่งของพระธรรมไตรชิ ท่านได้พักจำพรรษาอยู่ ณ วันเชาลินซู (Shaolin-szu) และได้เทศนาธรรมแก่พระภิกษุจีนที่วัดนั้น วินัยที่เคร่งกรัดของพระธรรมไตรชิ ทำให้พระลูกศิษย์ต้องลาสิกขาบท เพราะอดทนต่อความเหน็ตเหนื่อทางกายไม่ไหว ในที่ประชุมสงฆ์ครั้งต่อมา ท่านได้อธิบายว่า จุดมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาคือ การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ (พ้นจากมลทิน) แต่ร่างกายและจิตใจเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ออก สภาพของร่างกายที่อ่อนแอ ก็ย่อมจะปฏิบัติโยคะซึ่งเป็นหนทางขที่จะเข้าถึงหลักของสัจธรรมไม่ได้ ท่านได้แก้ไขโดยการฝึกวินัยทางกายและจิต ซึ่งมีปรากฏอยู่ในไอชินะสูตรให้แก่พระภิกษุเหล่านั้น จนพระในวัดเชาลินซูได้ชื่อว่าเป็นนักสู้ที่ดีที่สุด ในประเทศจีน การต่อสู้ป้องกันตัวของวัดเชาลินซู ต่อมาได้ชื่อว่า ฟิตเวย์ (fist way การใช้หมัด) และได้กลายเป็นต้นกำเนิดของแบบฉบับการต่อสู้ป้องกันตัวของจีนมาจนทุกวันนี้ เกาะโอกินาวา เป็นเกาะใหญ่ของหมู่เกาะริกิว สมัยโบราณเกาะโอกินาวาติดต่อสัมพันธ์กับชาติจีนและญี่ปุ่น เป็นเหตุให้เคมโปแพร่หลายเข้าไปในโอกินาวา ในราว ค.ศ. 1600 จีนได้ส่งฑูตพลเรือนและทหาร ที่ชนาญการต่อสู้แบบเคมโปเข้าไปในโอกินาวา ชาวโอกินาวาได้รับเอาอิทธิพลของเคมโปเข้าไปประยุกต์กับศิลปการต่อสู้พื้นเมืองซึ่งเป็นแบบมือเปล่า และให้ชื่อใหม่ว่า โอกินาวาเต้ (Okinawate) มีเรื่องเล่าน่าสนใจเกี่ยวกับโอกินาวาเต้ก็คือ เมื่อประมาณ 500 ปีล่วงมาแล้ว กษัตรย์ฮาชิ (King Hashi) แห่งราชวงศ์โชของชาวโอกินาว่า ได้รวบรวมหมู่เกาะริวกิวเข้าเป็นอนาจักรเดียวกัน และทรงประกาศให้ริบอาวุธต่าง ๆ ที่มีอยู่ในอนาจักร เพื่อสะดวกในการปกครอง ผู้ใดมีอาวุธถือว่าเป็นอาชญากร 200ปีต่อมา โอกินาวาก็ตกไปอยู่ในความคุ้มครองของตระกูล ซัสสุมา (Sat Suma) แห่งเกาะกิวชิว และถูกริบอาวุธเช่นเดียวกัน เหตุผลโดยตรงก็เพื่อมิให้ใช้อาวุธต่อสู้กัน นี่คือที่มาของศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ชึ่งเรียกว่า โอกินาวาเต้ ซึ่งได้วิวัฒนาการเป็นศิลปะการต่อสู้ที่น่ากลัวแบบหนึ่งของชาวโอกินาวา และได้ก้าวหน้าแพร่หลายอย่างมาก บิดาของคาราเต้ยุคปัจจุบันนี้ คือ ฟูนาโกชิ กิชิน (Funakoshi gishin) ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ. 1869-1957 เกิดที่เมือง ซูริโอกินาวา เริ่มหัดคาราเต้ตั้งแต่อายุ 12 ปี กับอาจารย์ชั้นยอด 2 คนในสมัยนั้น จนการเป็นนักคาราเต้ที่เก่งกล้าสามารถ เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่าเผยแพร่วิชาคาราเต้เข้าไปในประเทศญี่ปุ่น โดยได้แสดงคาราเต้ในงานประกวดวิชาพละศึกษาซึ่งจัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของญี่ปุ่น ในปี ค.ศ. 1917 และปี 1921 วิชาคาราเต้กลายเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายของญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงได้เชิญท่านเป็นผู้ช่วยจัดตั้งทีมคาราเต้ ทำให้ท่านมีลูกศิษย์จำนวนมาก ในขณะที่การศึกษาคาราเต้กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ศิลปะการต่อสู้แบบอื่น ๆ เช่น ยูยิตสู เคนโด และกีฬาของชาวตะวันตกก็เข้ามาแพร่หลายในญี่ปุ่นด้วยญี่ปุนจึงได้รวบรวมเอาการต่อสู้แบบต่าง ๆ เหล่านี้ เข้าเป็นคาราเต้แบบญี่ปุ่นยุคปัจจุบันนี้ ในปี ค.ศ. 1948 ญี่ปุ่นได้จัดตั้งสมาคมคาราเต้ขึ้น และท่าน ฟูนาโกชิ กิชิน ได้เป็นหัวหน้าด้านการฝึกสอน การจัดตั้งสมาคมคาราเต้ขึ้นนี้ ทำให้นักคาราเต้ชั้นนำได้มีโอกาสในการแสดงผีมือและความสามารถ คาราเต้ก็ยิ่งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลายในด้านที่เป็นศิลปะป้องกันตัวและการบริหารร่างากาย ท่านฟูนาโกชิ กิชิน ถึงแก่กรรมเมื่อเดินพฤษภาคม ค.ศ. 1957 ขณะที่ท่านอายุได้ 88 ปี ถึงแม้ท่านจะสิ้นไปแล้ว แต่ลูกศิษย์ของท่านเป็นจำนวนร้อย ๆ ก็ได้ดำเนินรอยตามท่าน โดยฝึกสอนและเผยแพร่คาราเต้ ปัจจุบันนี้ชาวต่างประเทศนิยมเรียนคาราเต้กันมาก เพราะถือว่าคาราเต้เป็นศิลปะการป้องกันตัวที่น่าสนใจที่มา : คู่มือยูโดและคาราเต้เรียนด้วยตนเอง (นิตย์ พิบูลสวัสดิ์)</span></div>Karate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.comtag:blogger.com,1999:blog-6012287330269286144.post-4760636855835040352007-10-15T18:03:00.000+07:002007-10-15T18:03:33.305+07:00ประวัติคาราเต้ สำนักโกจูไกสำนักโกจูริวได้ก่อตั้งขึ้นภายใต้แนวทางของปรมาจารย์ Chojun Miyagi ที่เกิดเมื่อวันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1888 ที่เมือง นาฮา เกาะโอกินาวา ปรมาจารย์ Chojun Miyagi เมื่ออายุได้ 14 ปีท่านได้เริ่มเรียนคาราเต้กับท่านปรมาจารย์ Higoshionna และในปี 1904-1908 ปรมาจารย์ Chojun Miyagi ได้เดินทางไปฝึกฝนศิลปะการป้องกันตัว เพิ่มเติมที่เมืองจีน เช่นเดียวกับที่ปรมาจารย์ Higoshionna เคยทำตัว เพิ่มเติมที่เมืองจีน เช่นเดียวกับที่ปรมาจารย์ Higoshionna เคยทำหลังจากที่กลับมา ท่านปรมาจารย์มิยากิเริ่มสอนคาราเต้ โดยการทำคาราเต้ กลายเป็น วิชาพละของโรงเรียนที่โอกินาวา ทำให้คนสนใจมวยคาราเต้ในโอกินาวา ท่านยัง ได้เผยแพร่กาต้า แบบใหม่ 2 แบบที่ง่ายกว่ากาต้า แบบดั้งเดิมที่ปรมาจารย์ Higoshionna ได้เผยแพร่ก่อนหน้านั้น กาต้า แบบใหม่ 2 แบบทั้ง เกกิไซอิจิ และ เกกิไซนิ ได้ทำให้เด็กหนุ่มหลายคนสนใจ เข้ามาฝึกฝนและทำให้โกจูริวเป็นที่นิยมท่านได้ตระเวนไปสอนคาราเต้ทั่วคาราเต้แบบ สำนักโกจูริ ท่านได้สอนผู้สนใจมากมาย และหลายหลาย ก็ได้เป็นถึงปรมาจารย์ในภายหลัง จึงนับได้ว่าท่านปรมาจารย์มิยากิ เป็นผู้ให้กำเนิดโกจูริว ความหมายของ "โก" คือแข็ง ในขณะที่ "จู" หมายถึงอ่อน เพราะฉะนั้นโกจูริวก็คือ การรวมเอาความแข็งและอ่อนเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการผสมผสานมวยโอกินาวาที่แข็ง และกังฟูที่อ่อนของเส้าหลิน เช่นที่เห็นได้อย่างชัดเจน ในท่านกกระเรียนขาว(white crane kenpo)โกจูริวเป็นศิลปะการป้องกันตัวที่ผนวกการ ป้องปัด, กดข้อ, เตะ, ต่อย, ศอก และ อื่นๆ เข้าไว้ด้วยกัน การควบคุมการหายใจเป็นหลักสำคั?ของโกจูริว ที่จำเป็นสำหรับ กาต้า ท่านปรมาจารย์มิยากิได้ถึงแก่อายุขัย เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1953 ด้วยโรคหัวใจ ด้วยอายุ 65 ปี หลังจากนั้น ลูกศิษย์ที่อาวุโสของท่าน 4 คน ก็ได้เริ่มเปิดสอนคาราเต้ตามแนวทางของ แต่ละคนขึ้น Seiko Higa ได้เป็นผู้สืบทอดของท่านปรมาจารย์มิยากิ Meitoku Yagi ได้สร้างสำนัก Meibukan ขึ้น Seikichi Toguchi ได้สร้างสำนัก Shorei-kan ขึ้น Eiichi Miyazato ได้สร้างสำนัก Jundokan ขึ้น หลังจากนั้นในปี 1963 Meitoku Yagi ได้รับสายคาราเต้จากครอบครัวมิยากิพร้อมกับ Menkyo Kaiden และMeitoku Yagi ก็กลายเป็นหัวหน้าสำนักโกจูริว จากนั้น Gogen Yamaguchi ที่เคยเรียนกับปรมาจารย์มิยากิ ได้ก่อตั้งสมาคมคาราเต้ โกจูไกขึ้นและสมาคมคาราเต้ภายใต้การนำของ Gogen Yamaguchi นี้ก็เป็นที่ต้นกำเนิด ของโกจูริวในประเทศไทย ประมาณ 43 ปีที่แล้ว สามชิกของสำนักโกจูริวได้เข้ามาเผยแพร่มวยคาราเต้เป็นสำนักแรก แต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งได้มีโอกาสแสดงโชว์หน้าพระที่นั่งของ พระบรมโอรสาธิราชในปี ค.ศ. 1965 คาราเต้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทยKarate Thammasathttp://www.blogger.com/profile/12378279723667379593noreply@blogger.com